ศาสตร์แห่งการใช้บัตรเครดิตในชีวิตจริง (ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ และไม่มีผลเสีย)

บัตรเครดิต เป็นอำนาจทางการเงินอย่างหนึ่ง ที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับคนยุคใหม่ได้อย่างเหลือเชื่อ เพราะนอกจากความสะดวกสบายแล้ว มันยังจัดเป็นสินเชื่อที่จ่ายให้คุณก่อนแล้วผ่อนคืนทีหลังอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามการใช้บัตรเครดิตนั้นหากใช้ไม่ระวังแทนที่จะได้ประโยชน์กลับเป็นโทษแทน บทความนี้จะมาแนะนำศาสตร์ในการใช้บัตรเครดิต ในชีวิตประจำวัน ที่ทำให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุด และป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรัดกุมครับ

1. นับวันให้ดี ศาสตร์แหงการใช้บัตรเครดิตขั้นแรก คือผู้ใช้จะต้องรู้จักวันสำคัญสองวันนี้ให้ดี คือ (1) วันตัดบัญชี เป็นวันที่มีการตัดยอดบัตรเครดิตที่ใช้ไปในเดือนนั้นๆ โดยยอดที่ผ่านการตัดบัญชีแล้วจะเป็นยอดที่เราต้องจ่ายคืนในงวดนั้นๆ เช่นกัน (2) วันกำหนดจ่าย เป็นวันสุดท้ายที่จะต้องไปจ่ายหนี้ของงวดนั้นๆ หากผ่านกำหนดวันดังกล่าวแล้ว จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงนั่นเอง

เมื่อรู้จักวันที่สำคัญทั้งสองแล้ว ให้รีบทำการวางแผนการจ่ายเงินให้ดีครับ

2. หลีกเลี่ยงหนี้ เป็นศาสตร์ขั้นที่สองของการใช้บัตรเครดิต เป็นขั้นตอนที่ง่ายมากๆ เลยทีเดียว เพราะมีเพียงเคล็ดลับข้อเดียว คือ “ใช้เท่าไหร่ ก็จ่ายไปเท่านั้น” หมายถึงคุณใช้บัตรเครดิตไปแค่ไหนก็จะต้องจ่ายคืนด้วยยอดนั้นตามจำนวนจริง ไม่ควรจ่ายแค่ขั้นต่ำตามที่ธนาคารกำหนด ไม่เช่นนั้นจะต้องรับภาระดอกเบี้ยที่สูงอย่างมาก และนี่คือหนี้ที่เราควรหลีกเลี่ยง

เช่น นาย ก. ใช้บัตรเครดิตซื้อของไป 30,000 บาท แต่เมื่อครบกำหนดจ่ายแล้ว เขาจ่ายแค่ขั้นต่ำ คือ 3,000 บาท ซึ่งจากนี้เขาจะต้องรับภาระในการจ่ายหนี้พ่วงดอกเบี้ย คือ ดอกเบี้ยทั่วไป (อยู่ที่ราวๆ 20%) และดอกเบี้ยค้างชำระ (อีก 20%) เลยทีเดียว

3. มีให้ครบ หมายถึงการมีบัตรเครดิตให้ครบตามไลฟ์สไตลจริงๆ ของเรา และมีเท่าที่จำเป็น เพราะการมีบัตรให้ครบ และเหมาะสมกับตัวเองจริงๆ จะทำให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากบัตรที่คุณครอบครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด สิทธิพิเศษต่างๆ และการะสมแต้ม อย่างไรก็ตามควรมีวินัยทางการเงินควบคู่กันไปด้วย หากอยากจะมีบัตรหลายใบครับ

4. หมั่นทบทวน เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงการการใส่ใจทบทวนเรื่องการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับบัตร เช่น ทบทวนก่อนการซื้อว่า สิ่งของนั้นๆ จำเป็นมากแค่ไหน หรือเป็นเพียงแค่อารมณ์อยากได้เท่านั้น นอกจากนั้นก็ควรกำหนดกรอบให้กับตัวเอง การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และไม่จำเป็นต่างๆ ให้งดไปเลยยิ่งดี

6.หมั่นรอบคอบ เป็นศาสตร์ขั้นสุดท้าย ที่จะช่วยเพิ่มความรอบคอบให้กับผู้ใช้บัตรเครดิตได้ โดยการหมั่นตรวจสอบใบ Sale Slip และใบแจ้งหนี้อย่างละเอียดถี่ด้วย เต็มไปด้วยความรอบคอบ จะช่วยป้องกันข้อผิพลาดที่จะเกิดขึ้นได้อย่างดีเลยทีเดียวครับ

เรื่องที่ธนาคาร(มักจะ)ไม่บอกคุณ เกี่ยวกับใบสมัครบัตรเครดิต

เรื่องที่ธนาคาร(มักจะ)ไม่บอกคุณ เกี่ยวกับใบสมัครบัตรเครดิต

การสมัครบัตรเครดิตนั้น เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงจะรู้เกี่ยวเรื่องคุณสมบัติ เกณฑ์ในการอนุมัติ หรือเอกสารต่างๆ ที่ธนาคารต้องการกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องเหมือนกัน ที่ธนาคารไม่ได้บอกคุณเมื่อสมัครบัตรเครดิต(แต่เป็นสิ่งที่ผู้สมัครควรรู้) มีดังนี้ครับ

  1. หากมีสินค้าหรือบริการที่เกิดความเสียหาย ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อไม่ว่ากรณีใดๆ ธนาคารจะไม่รับผิดชอบ ผู้ใช้บัตรต้องติดต่อไปยังร้านค้าหรือหน่วยธุรกิจเพื่อขอคืนเงินเอง โดยต้องดำเนินการภายใน 45 วันทำการ
  2. บัตรเสริม (หมายถึงบัตรเครดิตที่ทำร่วมกันภายในธนาคารเดียวกัน และใช้วงเงินเดียวกัน) เป็นบัตรที่ผู้ถือจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน เช่น สามีภรรยา แม้จะมีบัตรคนละใบแต่อยู่ในบัญชีเดียวกัน เมื่อเกิดกรณีหย่าร้าง จะไม่สามารถแยกกันใช้หนี้ได้ ต้องใช้หนี้ร่วมกัน
  3. บัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตร สามารถโดนธนาคารหักได้เสมอ เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต ซึ่งข้อตกลงนี้จะมีให้เซ้นรับอยู่แล้วในใบสมัครบัตรเครดิต เป็นใบมอบอำนาจให้ธนาคารสามารถหักเงินจากบัญชีเงินฝาก (ที่เปิดไว้กับธนาคารนั้นๆ) เพื่อใช้หนี้บัตรเครดิต ตลอดจนดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้เลย
  4. ธนาคารสามารถที่จะเปิดเผยข้อมูลของผู้ถือบัตรได้ตลอดเวลา เพราะในใบสมัครบัตรเครดิตก็จะมีหนังสือตัวนี้ให้เซ็นมอบอำนาจเช่นกัน ข้อมูลดังกล่าวธนาคารจะใช้ในกรณีติดตามหนี้นั่นเอง
  5. ธนาคารสามารถอายัดบัตรเครดิต หรือยกเลิกบัตรดังกล่าวได้เสมอ ทั้งนี้เพราะในใบสมัครบัตรเครดิต จะมีส่วนนี้ให้ผู้สมัครเซ็นยินยอมเช่นกัน โดยส่วนมากกมักจะมีการยกเลิกบัตรในกรณีที่มีการทำผิดเงื่อนไข เช่น ไม่จ่ายหนี้คืนเกิน 3 เดือน , ปลอมแปลงเอกสารในการสมัครบัตรเครดิต เป็นต้น
  6. หากมีรายการที่ผิดพลาด เช่น ยอดไม่ตรง รายการไม่เป็นไปตามที่เราซื้อใช้จริง ให้รีบแจ้งทางธนาคารภายใน 60 วัน เพราะธนาคารจะไม่มีการตรวจสอบให้คุณก่อน คุณต้องดูแลตัวเอง
  7. การใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศนั้น ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในอัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน คือผู้ใช้เสมอ โดยทางธนาคารจะคิดอัตราค่าความเสี่ยงในการแลกเปลี่ยกสกุลเงิน (อยู่ที่ประมาณ 2-2.5%) ตามที่ได้รับเรียกจริงจากทางบริษัทบัตรเครดิตครับ
  8. บัตรเครดิตหาย ผู้ใช้จะต้องรู้ตัวและรีบอายัดเอง เพราะธนาคารจะไม่มีสิทธิ์ทำอะไรได้จนกว่าคุณจะแจ้งอายัดไปเอง นอกจากนั้นหากมีค่าใช้จ่ายระหว่างนั้น (เช่น มีคนเอาไปใช้) คุณจะต้องรับผิดชอบเองครับ
  9. เมื่อไม่ต้องการใช้บัตรเครดิตต่อแล้ว ให้แจ้งปิดบัตรหรือยกเลิกบัตรดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะมีการรันค่าธรรมเนียมต่อไปเรื่อยๆ
  10. การหักรายจ่ายประเภทค่าสาธารณูปโภคนั้นตอนทำทำได้ง่ายมาก เพราะแค่แจ้งธนาคารไป แต่ตอนยกเลิกไม่สามารถทำผ่านธนาคารได้ ผู้ใช้จะต้องไปติดต่อหน่วยงานสาธารณูปโภคนั้นๆ เอง ซึ่งมีความยุ่งยากเป็นอย่างมากครับ

พิชิตหนี้บัตรเครดิต แบบบ้านๆ ฉบับมนุษย์เงินเดือน

พิชิตหนี้บัตรเครดิต แบบบ้านๆ ฉบับมนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือนหรือผู้ทำงานประจำในองค์กร หน่วยธุรกิจต่างๆ นั้นเรื่องของหนี้สินเป็นเรื่องที่หนีกันไม่พ้นเลย เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และสร้างครอบครัวขึ้นมา อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นหนี้แล้วจ่ายได้ก็ดี แต่ถ้าจ่ายไม่ได้ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากมนุษย์เงินเดือนมักจะมีรายได้ทางเดียวจากงานประจำ ซึ่งจะต้องหักรายจ่ายในบ้าน รายจ่ายในชีวิตประจำวันต่างๆ อีกมากมาย สำหรับบทความนี้ จะมาแนะนำ วิธีการพิชิตหนี้ แบบฉบับมนุษย์เงินเดือน กันครับ

  1. หยุดสร้างหนี้ มนุษย์เงินเดือนนั้น มักจะเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบัตรเครดิต เพราะเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ มีความต้องการซื้อสูง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ กิน เที่ยว ต่างก็มักจะชำระผ่านบัตรเครดิต เพราะมักจะมีโปรโมชั่นต่างๆ ออกมายั่วให้ใช้อยู่เสมอ อย่างไรก็ตามมนุษย์เงินเดือนที่รู้ตัวว่ากำลังจะเป็นหนี้ (หรือเป็นแล้วก็ตาม) และคาดว่าอาจจะทำให้สภาพการเงินฝืดเคืองลง ควรหยุดสร้างหนี้ผ่านบัตรเครดิต ลดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือย และใช้แต่ที่จำเป็นก่อน เพื่อให้ภาระหนี้ไม่เพิ่มไปมากกว่าเดิมเร็วมากนัก
  2. วางแผนจัดการรายได้ จัดสรรค่าใช้จ่าย มนุษย์เงินเดือนนั้นมักจะมีอาชีพ และรายได้ที่เข้ามาแน่นอนเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว (ไม่รวมพวกรายได้พิเศษ เช่น ค่าคอมมิชชั่น โบนัสต่างๆ หรือบางคนอาจจะมีธุรกิจเสริม งานเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ด้วย) เมื่อมีเงินรายได้เข้ามาให้ทำการแบ่งสันปันส่วนออกเป็นหมวดหมู่ เช่น ก้อนแรกนั้นสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องจ่าประจำทุกเดือน (ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าสาธารณูปโภค) เงินก้อนต่อมาให้เก็บไว้ใช้สำหรับชีวิตประจำวัน ส่วนก้อนสุดท้ายจึงเก็บไว้ใช้หนี้บัตรเครดิต ซึ่งหากเป็นไปได้ควรจ่ายให้เต็มจำนวนตามที่ใช้ไป อย่าจ่ายแค่ขั้นต่ำ เพราะมันจะทำให้เราต้องมารับภาระเรื่องของดอกเบี้ย ซึ่งเยอะมากเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นๆ
  3. บัตรเครดิตเป็นหนี้ ที่ต้องทยอยปิดให้เร็วที่สุด โดยจัดลำดับความสำคัญของหนี้สินเป็นอันดับแรกๆ ที่จะต้องให้ความสำคัญเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะว่าหนี้บัตรเครดิต จะมาพร้อมกับดอกเบี้ยสุดโหด (ประมาณ 20-25 % เลยทีเดียว) เมื่อปิดหนี้ก้อนนี้ได้แล้วจะช่วยทำให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้นสูงมาก ทำให้เราสามารถนำเอาไปใช้หนี้ก้อนอื่นๆ หรือนำไปทำประโยชน์ด้านอื่นได้อีกเยอะเลยทีเดียวข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่ง คือ การใช้หนี้บัตรเครดิต ควรจ่ายเต็มจำนวนตามที่ใช้จริง ไม่ควรจ่ายแค่ขั้นต่ำ เพราะการจ่ายเต็มจำนวนจะไม่จำเป็นต้องเสียดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยเซฟเงินให้เราได้เยอะเลยทีเดียว
  4. หากอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้ ควรรีบทำการเจรจากับธนาคารเจ้าหนี้ ไม่ควรหนีหรือคิดจะเบี้ยวหนี้ เพราะหากเบี้ยวหนี้สิ่งที่จะตามมาคือเรื่องของประวัติที่เสียไป และจะไม่สามารถขอสินเชื่อได้อีกเลย จนกว่าหนี้จะได้รับการเคลียร์ให้หมดไป ซึ่งไม่เป็นผลดีเลยต่อมนุษย์เงินเดือนครับ

สมัครบัตรเครดิตฟรี

สมัครบัตรเครดิตฟรีวันนี้ อนุมัติเร็วทันใจ รับสิทธิประโยชน์มากมาย สมัครใช้บริการทางออนไลน์ ง่ายๆแค่คลิกเดียว

สมัครออนไลน์